ประวัติความเป็นมาของ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา

กองบังคับการตำรวจภูธร เขต 3 (กองเมือง1) โคราชในอดีต เมื่อปี พ.ศ.2512 (ถ่ายภาพจากบนโรงแรมจอมสุรางค์ เห็นประตูและเจดีย์วัดศาลาทองแถวหัวทะเล ไกลๆทางขวาภาพ)
13 ตุลาคม วันตำรวจไทย
ประวัติความเป็นมา ตำรวจภูธรภาค 3
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 5) ได้ทรงขยายกิจการ กองโปลิศ และ เขตรักษาการณ์กว้างขวางออกไปเป็นลำดับ จนมีหน้าที่รักษาการณ์ ตลอดเขตมณฑลกรุงเทพมหานคร และได้จัดตั้ง “ตำรวจภูธร” ขึ้นในรูปทหารโปลิศ เมื่อปี พ.ศ.2419
ต่อมาในปี พ.ศ.2420 ได้เปลี่ยนชื่อ “กองทหารโปลิศ” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกที่กำลังแสวงหาอาณานิคมในขณะนั้น โดยเป็นชื่อเป็น “กรมตระเวนหัวเมือง”
ปี พ.ศ.2440 ได้จัดตั้ง “กรมตำรวจภูธร” ขึ้นแทน กรมตระเวนหัวเมือง และได้ขยายกิจการตำรวจ ไปยังหน่วยปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจสำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย และอำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชนในส่วนภูมิภาค
ในช่วงปี พ.ศ.2457 – 2465 ได้จัดตั้ง กองตำรวจภูธรมณฑล ขึ้นในหลายจังหวัด รวมทั้งได้จัดตั้ง “กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมา” ขึ้นในช่วงนี้ด้วย โดยมี พ.ต.อ.พระรามเรืองฤทธิ์ เป็นผู้บังคับการมณฑลคนแรก ซึ่งถือเป็นยุคเริ่มต้นของการก่อตั้งหน่วย ตำรวจภูธรภาค 3
ปี พ.ศ.2475 – 2481 ได้มีการเปลี่ยนชื่อ กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมา เป็น กองบังคับการตำรวจภูธรสายที่ 8 โดยมี พ.ต.ต.หลวงยุทธไกรเกรียงศักดิ์ เป็นผู้บังคับการ
ปี พ.ศ.2481 ได้มีการจัดตั้งเป็น กองบังคับการตำรวจภูธรเขต 4 โดยมี พ.ต.ท.หลวงกำแหงรณรงค์ เป็นผู้บังคับการคนแรก
ปี พ.ศ.2492 เปลี่ยนเป็น กองบังคับการตำรวจภูธรเขต 3 มี พ.ต.อ.หลวงวรยุทธวิชัย เป็นผู้บังคับการ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่อีสานทั้งหมด
ปี พ.ศ.2519 เปลี่ยนเป็น กองบัญชาการตำรวจภูธร 2 มี พล.ต.ท.แสวง หงษ์นคร เป็นผู้บัญชาการท่านแรก มีพื้นที่รับผิดชอบภาคอีสานทั้ง 17 จังหวัด ในขณะนั้น โดยแบ่งการปกครองออกเป็น 3 กองบังคับการ คือ กองบังคับการตำรวจภูธร 4, 5 และ 6
กระทั่งถึงปี พ.ศ.2537 ขณะนั้นมี พล.ต.ท.ประจิตต์ แสงสุบิน ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 2 เป็นคนที่ 11 และเป็นคนสุดท้าย หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2537 ได้มีพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงโครงสร้างกรมตำรวจ โดยยุบ กองบัญชาการตำรวจภูธร 2
และแบ่งเขตรับผิดชอบภาคอีสานทั้ง 19 จังหวัด ออกเป็นสองส่วน คือ เขตอีสานตอนบน 11 จังหวัด อยู่ในความรับผิดชอบของ ตำรวจภาค 4 ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ จังหวัดขอนแก่น (บก.ภ.6 เดิม) ส่วนอีสานตอนล่าง 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ให้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา (บช.ภ.2 เดิม)
การบังคับบัญชา อยู่ในความรับผิดชอบของ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ที่อธิบดีกรมตำรวจมอบหมายให้ทำหน้าที่หัวหน้าภาค โดยทำหน้าที่หัวหน้าภาค 3 ท่านแรก คือ พล.ต.ท.ชาติชาย ฉายอรุณ ระหว่างปี 2537 – 2538 และ พล.ต.ท.อัยยรัช เวสสะโกศล ตั้งแต่ปี 2538 – 2539
และเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2539 ได้มีพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงโครงสร้างกรมตำรวจอีกครั้ง โดยยุบ “ตำรวจภาค” เป็น “ตำรวจภูธรภาค” โดยอำนาจบริหารเต็มเป็นของ “ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค” ส่วนผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ที่ทำหน้าที่หัวหน้าภาค 3 เปลี่ยนเป็น ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ (ภาค 3) ทำหน้าที่ควบคุมนโยบายเท่านั้น
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ที่ดำรงตำแหน่ง 3 ท่านแรก คือ พล.ต.ท.ปิยะ เจียมไชยศรี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2539 – มกราคม 2540 และเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ได้มีการปรับโครงสร้างใหม่ในกรมตำรวจอีกครั้ง โดยให้ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจภาค 1 – 9 กลับเข้าปฏิบัติงานประจำกรมตำรวจ และให้เพิ่มตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการประจำภาคต่างๆ อีกอย่างละ 1 ตำแหน่ง
โดยในส่วนของตำรวจภูธรภาค 3 ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา มี พล.ต.ท.แหลมทอง ญาณอุบล ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ ตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2540
ข้อมูลจาก – พันตำรวจเอกอำนาจ บุญสะอาด (อดีตรองผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 3 นครราชสีมา)
——————————————————-
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สมัยเริ่มแรกที่นครราชสีมา ในรัชสมัยของรัชการที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้น แทนกรมพลตระเวนหัวเมือง โดยให้เป็นกรมขึ้นในสังกัด กระทรวง มหาดไทย และกองตำรวจภูธรได้ขยายไปตามมณฑลต่าง ๆ ด้วยเหตุที่มีการจัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นและขยายไปตามมณฑลต่าง ๆ เป็นอันมาก ประการหนึ่ง ประกอบกับในสมัยนั้น บ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่ปกติ คือ มีพวกเงี้ยวก่อการจราจล ในจังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน จนต้องส่งกำลังตำรวจไปปราบปราม (ปรากฏตามประวัติ นายพันตำรวจเอก พระยาทรงพลภาพ (เผื่อน พลธร) ไปราชการปราบเงี้ยวก่อการจราจล ที่จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน ในปี 2445 – 2446) …เข้าใจว่า นายตำรวจสัญญาบัตรคงมีไม่พอ โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมา ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2444 พื้นที่ตั้งโรงเรียนชาวพื้นเมืองเรียกว่า “ประตูผี” ทางราชการเรียกว่า ประตูชัยณรงค์ ต่อมาเป็นที่ตั้งของกองบังคับการตำรวจภูธรเขต 3 นครราชสีมา

การปกครองบังคับบัญชา
ผู้บังคับบัญชานักเรียนนายร้อยตำรวจในสมัยนั้น มี นายร้อยโท ม.ร.ว.แดง ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และทำหน้าที่ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรด้วย นายร้อยโท ต่วน , ว่าที่นายร้อยตรี เจ้าฟั่น ณ น่าน , ว่าที่นายร้อยตรี ภู และว่าที่นายร้อยตรี โต เป็นผู้ช่วย การปกครองและฝึกหัดสั่งสอน มี นายร้อยเอก ออกัส ฟิกเกอร์ เฟรดเดอริก คอลส์ ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของเจ้ากรมตำรวจภูธร มอบหมายให้เป็นผู้ปกครองอบรมนักเรียนนายร้อยตำรวจภูธรโดยเด็ดขาด ในสมัยเริ่มแรก กรมตำรวจภูธรมิได้วางหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยตำรวจไว้อย่างเป็นกิจลักษณะ การปกครองและการฝึกอบรม จึงอยู่ที่ นายร้อยเอก คอลส์ จะเห็นสมควร
นักเรียนนายร้อยตำรวจคนใดมีบุคลิกลักษณะเหมาะสม มีระเบียบวินัยดี การฝึกหัดเข้มแข็ง มีความรู้ข้อบังคับและกฎหมาย ซึ่งนายร้อยเอกคอลส์เห็นว่าเป็นนายร้อยตำรวจตำรวจภูธรได้ เจ้ากรมตำรวจภูธรก็รับฟัง และออกคำสั่งบรรจุตามความเห็นของรายร้อยเอก คอลส์ เรื่อง เกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ในการปกครองบังคับบัญชาและฝึกอบรมนักเรียนนายร้อยตำรวจ ภูธรของ นายร้อยเอก คอลส์ พ.ต.อ.มงคล จีระเศรษฐ ได้กล่าวถึงไว้ตอนหนึ่งสรุปได้ดังนี้….. “…..นักเรียนนายร้อยตำรวจภูธรสมัยนั้น ใครมีระเบียบวินัยแข็งแรง ครูคอลส์เห็นเหมาะสม ก็ให้สวมหมวกหม้อตาลสีขาว ให้อยู่หัวแถว แสดงว่าพร้อมที่จะออกเป็นนายตำรวจ..” *ฯลฯ
(*อนุสรณ์นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 6, 2495: ไม่มีเลขหน้า)
———————————————————

โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร นครราชสีมา พ.ศ.2444
สรุปความและคัดจาก หนังสือเรื่องกิจการตำรวจสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ.2435 – พ.ศ.2458)
“….5.โรงเรียนนายร้อยตำรวจงานชิ้นโบว์แดงอีกชิ้นหนึ่งในสมัยที่เสด็จใน กรมดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ก็คือการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อันถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปัจจุบันซึ่งมีอาคาร อันทันสมัย อาณาเขตกว้างขวางประมาณ 400 ไร่ ทิวทัศน์อันสวยงาม บางขณะนี้เดิมมีประวัติความเป็นมาอย่างไร เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้ว จะเห็นได้ว่านี่คือผลงานชิ้นหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพ หลังจากที่ได้ทรงจัดตั้งกรมตำรวจภูธรตำรวจภูธรขึ้น เมื่อ พ.ศ.2440 โดยมีพลตรีพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา) เป็นเจ้ากรมแล้ว ก็ได้มีการริเริ่มตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้น เมื่อ พ.ศ.2444 ในจังหวัดนครราชสีมา ที่ตั้งโรงเรียนนั้นชาวพื้นเมืองเรียกว่า “ประตูผี” แต่ทางราชการให้ชื่อว่า “ประตูชัยณรงค์” คือที่ ตั้งกองบังคับการตำรวจภูธรเขต 3 จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบันนี้ โดยมีหลักการรับนักเรียน ที่สำเร็จประโยคประถม (ขณะนั้นเทียบชั้นมัธยมปีที่ 3) เข้ารับการศึกษาอบรมเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร
การที่จัดตั้งโรงเรียนนี้ขึ้น มีความมุ่งหมายที่จะให้นักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับการศึกษา ทางฝ่ายปกครอง กับวิชาการตำรวจ รวมทั้งวิชาทหารควบคู่กันไป นายตำรวจในครั้งนั้น โดยมากโอนมาจากกระทรวงกลาโหมทั้งสิ้น ขาดความรู้ในทางวิชาการตำรวจและการปกครอง การผลิตนายตำรวจจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรได้ผลดีต่อทางราชการเป็น ลำดับ นายตำรวจภูธรในสมัยนั้นมีชื่อเสียงมากในด้านความรู้และวินัย เป็นที่รักใคร่ นับถือของประชาชน และเป็นที่น่าเกรงขามของคนร้ายยิ่งนัก ผู้บังคับบัญชานักเรียนตำรวจในสมัยนั้น มี ร.ท.ม.ร.ว.แดง ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และทำหน้าที่ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง มี ร.ท.ต่วน และว่าที่ ร.ต.เจ้าฟั่น ณ น่าน ว่าที่ ร.ต.โต เป็นผู้ช่วย แต่การปกครองและการฝึกอบรม มี ร.ต.ออกัส ฟิกเกอร์ เฟรดเดอริก คอลส์ ชาวเดนมาร์ค เป็นผู้ดำเนินการแต่ผู้เดียว
ท่านผู้นี้เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก รับราชการกองทัพบก แล้วภายหลัง มารับราชการกองทัพเรือ มีหน้าที่ฝึกสอบการยิงปืนใหญ่ เป็นผู้ต้องอัธยาศัยของนายพลตรีพระยาวาสุเทพ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมตำรวจภูธรในสมัยนั้น เห็นว่า ร.อ.คอลส์ เป็นที่ไว้วางใจได้ จึงขอโอนมาเป็นผู้ปกครองอบรมนายร้อยตำรวจภูธรที่จังหวัดนครราชสีมา โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยเริ่มแรก กรมตำรวจภูธรมิได้วางระเบียบและหลักสูตรของโรงเรียนให้เป็นกิจลักษณะแต่ อย่างใด การปกครองและฝึกอบรมแล้วแต่ ร.อ.คอลส์จะเห็นสมควร นักเรียนนายร้อยตำรวจนั้นปรากฏว่า เวลาเรียนไม่เหมือนกัน คือ เรียน 3 เดือนบ้าง 5 เดือนบ้าง แล้วก็ออกมาเป็นนายร้อยตำรวจภูธร โดยไม่มีการสอบความรู้เหมือนในสมัยปัจจุบัน คงจะเนื่องด้วยเป็นระยะแรกของการเริ่มต้นมีโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อให้ได้ปริมาณนายตำรวจเพียงพอต่อความต้องการของทางราชการ บรรดานักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นนั้น
ต่อมาภายหลัง ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญผู้บังคับการที่มีสมรรถภาพบริหารราชการ เป็นประโยชน์แก่ราชการตำรวจภูธรเป็นอันมาก เช่น พ.ต.อ.พระยาเสนานนท์ พ.ต.อ.พระยา อนันตยุทธกาจ พ.ต.อ.พระยาสะท้านไตรภพฯ เป็นต้น การเข้าเป็นนักเรียน การเข้าศึกษาวิชาในโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรในสมัยนั้น ไม่มีคราว ไม่มีสมัย ไม่มีการประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกเหมือนอย่างในปัจจุบันผู้ใดมีประสงค์ สมัครใจเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ก็ไปขอสมัครกับเจ้ากรมตำรวจภูธร เมื่อเจ้ากรมตำรวจภูธรดูรูปร่างหน้าตา ท่าที ท่าทาง กริยา วาจา เห็นสมควรก็อนุญาตแล้วส่งตัวไปเรียนที่จังหวัดนครราชสีมาเลยทันที นอกจากนักเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว ทางราชการยังได้ส่งนักเรียนมหาดเล็กไปร่วมเรียนอีกด้วย คือ นักเรียนมหาดเล็กที่สอบเสร็จแล้วจวนจะออกรับราชการเพื่อให้ได้รับการฝึกหัด ยิงปืน ขี่ม้า ทำแผนที่ และตรวจท้องที่ เป็นต้น
ทางราชการส่งนักเรียนมหาดเล็กออกไปร่วมเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรคราว ละ 30 – 40 คน นี้ เข้าใจว่าทางราชการตระหนักถึงสภาพความเป็นจริงว่าการปกครองบ้านเมือง จะให้เรียบร้อยร่มเย็นเป็นสุขได้นั้น สาระสำคัญอยู่ที่อำเภอ กับตำรวจสมัครสมานสามัคคีกัน จึงได้เริ่มให้นักเรียนทั้งสองจำพวกนี้ได้อยู่กินร่วมกัน ได้เรียนวิชาร่วมกันให้ฝึกอบรมลำบากตรากตรำร่วมกัน จะได้มีความเห็นอกเห็นใจ สมัครสมาน สามัคคีกันตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียน ครั้นออกมารับราชการ คือ นักเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ออกเป็นนายตำรวจภูธร นักเรียนมหาดเล็กออกเป็นมหาดเล็กรายงาน และนายอำเภอ เมื่อมีโอกาสพบปะอยู่ร่วมราชการกัน ก็จะได้รู้อกรู้ใจกัน พอที่จะร่วมบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นที่เรียบร้อย ยังความร่มเย็นเป็นสุขแก่ประชาชนพลเมืองทั่วกัน
(*จากหนังสือกิจการตำรวจสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ.2435 – 2458) หน้า 8-12)
—————————————————-
ข้อมูลจาก – ฝ่ายอำนวยการ 6 กองบังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 3 (ppr3.go.th)
ภาพจาก – Bob Penoyer
